บทความ (พิเศษ) ด้ามขวาน

8/8/2019

เขมินทร์ เกื้อกูล

“รอยบาดลึก” ไม่ใช่แค่ปลายด้ามขวาน หากเป็นความบอบช้ำของคนทั้งชาติ


เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นความขัดแย้งของกลุ่มความเห็นต่างที่มีต่อรัฐบาล ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง หากยึดเอาช่วงปี 2547 เป็นต้นมา เราได้สูญเสียบุคคลไปจำนวนมากมาย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐทุกภาคส่วน จนถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งการเกิดเหตุลอบทำร้ายและลอบวางระเบิด นอกเหนือจากจังหวัดดังกล่าวในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการพิสูจน์ได้จากหลักฐานต่างๆ อาทิ การซัดทอดของผู้ร่วมขบวนการ หลักฐานจากภาพในกล้องวงจรปิด ที่สำคัญการใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงตัวผู้ร่วมก่อเหตุทั้งหลาย


        “ความไม่สงบของผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แตกต่างกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทุกภาคส่วน ที่ต้องยึดถือตัวบทกฎหมายอย่างเข้มแข็ง ควบคู่ไปกับความพยายามของรัฐบาล อันมีกองทัพภาคที่ 4 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า คอยดูแลความสงบในพื้นที่การที่รัฐบาลเปิดโต๊ะเจรจาในทุกระดับ ทุกมิติ เพื่อหาแนวทางคืนสู่สันติสุขในพื้นที่กลับมาอย่างมีความหวังและเกิดขึ้นโดยเร็ว รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ข้อกังขา” หรือ “พิรุธ” ในการกระทำของเจ้าหน้าที่เองก็ตาม หรือความพยายามของฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามใช้สื่อบิดเบือนร่วมกันกระพือข่าว เพื่อทำให้เห็นถึงสถานการณ์ที่มีทางออกให้บานปลายออกไป ทางเจ้าหน้าที่รัฐในภาครัฐบาลและในพื้นที่ต่างพยายามอดทนและได้พยายามชี้แจงมาโดยตลอด”

ทุกเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคดีภัยความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคนล้มตายหรือบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยทั้งพุทธและมุสลิมที่บริสุทธิ์ ต่างถูกกระทำโดยกลุ่มติดอาวุธจ้องอาศัยจังหวะทีเผลอ หรือเข้าลอบทำร้ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์ ไปตามเส้นทางหมู่บ้าน หรือการใช้ชีวิตระหว่างทำงานหาเลี้ยงชีพ การพักผ่อนตามวิถีของชาวบ้านในร้านน้ำชา การดำเนินวิถีทางศาสนาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และการพักผ่อนอยู่ในบ้าน ล้วนแต่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยที่บุคคลติดอาวุธเข้าก่อเหตุได้ทุกเมื่อ ก่อให้เกิดความหวาดกลัว เกิดความหวาดระแวงคนรอบข้าง ใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธและมุสลิมต่างประสบชะตากรรมไม่แพ้กัน


         “ยังดีที่ว่ากลุ่มชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่ยังมีความรักใคร่ปรองดองกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ตกทอดมาถึงรุ่นลูกหลานในปัจจุบัน ยังเชื่อมั่นและแสดงความห่วงใยต่อกัน ไม่ยอมแตกแยกกันง่ายๆ เพื่อตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อเหตุที่หวังจะบรรลุให้เกิดการแบ่งแยกกันให้ได้ อันเป็นแนวคิดที่นับว่าเชยและล้าสมัยไปแล้ว ชาวบ้านต่างก้าวตามทันกันหมด ยิ่งทำให้เกิดความรักกัน ห่วงใยกันเป็นทวีคูณ “

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้น ในส่วนของรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 4 มิได้มองเพียงแค่ว่าจะปราบปรามป้องกันให้เหตุการณ์สงบลง หรือใช่เพียงจะให้สิ้นเสียงปืนและระเบิดให้ได้ การใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” และการดำเนินเจรจาสันติสุขเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรให้ทุกคนร่วมกันแสวงหาทางออกร่วมกันอย่าง “จริงจัง” และ “จริงใจ”


ประการที่สำคัญ การก่อเหตุ การเข้าจับกุมและการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ล้วนเป็นความบอบช้ำของคนในชาติทั้งสิ้น ต่างรู้สึกและเข้าใจถึงความเจ็บปวดต่อชะตากรรมที่เพื่อนร่วมชาติเผชิญอยู่


หวังว่าสักวันหนึ่ง “แสงสว่าง” ของสันติสุขจะบังเกิดขึ้น  นี่คือแผ่นดินที่เกิดของคนไทยทุกคนทุกศาสนา ทุกตารางนิ้วไม่สามารถตัดแบ่งให้กับคนที่อยุติธรรม ที่ไม่ควรมีที่ยืน แม้แต่ลมหายใจด้วยซ้ำ


สนใจลงโฆษณา 0924499542 หรืออีเมล์ newsaround.th@gmail.com